ทักทาย

แม่หมอขอแนะนำตัวเองก่อนเลยนะคะ ก็เป็นผู้หญิงธรรมด๊าธรรมดาคนนึง อาจดูเหมือนเป็นสาวมั่นที่ลุ๊คดู เปรี้ยวไปบ้างเล็กน้อย ..... ส่วนใหญ่วันๆ ก็ทำงาน หาเงิน (แล้วก็อยากรวย) ว่างๆก็ใช้เงิน หาเงิน วนเวียนอยู่กับเงิน อยู่กับงาน อยู่กับครอบครัว ชีวิตหมดไปอย่างงี้แหละค่ะทุกๆวัน ..... แล้วมาวันนึงก็ให้รู้สึก เหนื่อยกับชีวิต บางครั้งก็คิดว่า เอ๊ะทำไมคนนั้นต้องทำกับเราอย่าง นี้ คนนี้ต้องทำกับเราอย่างนั้นด้วย รึทำไมน๊าถึงซวยอย่างนี้ และอื่นๆอีกมากมาย .....คราวนี้ก็มาลองคิดดู คิดไปคิดมาก็ให้รู้สึกเหมือนตัวเองไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ แต่คงเป็นโชคดีที่ตัวเองเป็นคนชอบอ่าน วันนึงก็เลยลองหยิบหนังสือแนว ธรรมะขึ้นมาอ่าน(กะอ่านเล่นๆ)... แล้วก็เริ่มเห็นจริงในบางเรื่อง ....แล้วก็เริ่มเอามาปรับใช้ในชีวิตจริง ..... สุดท้ายศรัทธาก็เกิดและชีวิตก็มีความสุขขึ้นตามลำดับ ......... แม่หมอคิดว่า คนเราเลือกที่จะมีความสุขได้นะคะ อยู่ที่เราจะเลือกรึเปล่า และกฎแห่งกรรมก็มีจริงค่ะอาจช้าไปบ้าง เร็วไปบ้าง แต่มีจริงแน่นอนค่ะ ..... ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปรัชญา เป็นศาสนาที่เน้นแนวคิด.... บางครั้งเราอาจคิดว่าห่างไกลกับชีวิตประจำ วันของเรา หรือ บางคนอาจคิดว่าวัยยังไม่ถึงยังไม่แก่ซะหน่อย ....แต่ไม่ลองไม่รู้ค่ะ แม่หมอเลยอยากชวนเพื่อนๆให้มาเริ่มศึกษาธรรมะไปพร้อมๆกับแม่หมอ เราจะเดินไปด้วยกันสู่เส้นทางสายธรรมเพื่อความสุขที่เราเลือกจะมีค่



a

วันอาทิตย์

อัครสาวกของพระพุทธเจ้า

หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้เผยแผ่พระธรมที่ทรงตรัสรู้ไปได้ตามควร....  พระสงฆ์สาวกผู้ล้วนเป็นพระอรหันต์กว่า 1000รูปก็ได้ออกไปประกาศพระศาสนาตามเมืองต่างๆ เพื่อความสุขของมหาชน ..... สิทธัตะพุทธะจึงได้กลับมานึกถึงปฏิญญาใหญ่สมัยหนึ่งเมื่อพระองค์ได้มาพักที่กรุงราชคฤห์พระเจ้าพิมพิสารมาเฝ้าและขอปฏิญญาว่า หากได้ตรัสรู้ธรรมพิเศษให้เสด็จไปบอกธรรมอันควรนั้น ..... มาถึงกาลนี้ธรรมพิเศษนั้นพระองค์ก็ได้บรรลุแล้ว จึงตัดสินใจแยกทางจากสาวกเสด็จเข้ากรุงราชคฤห์ เพื่อพบพระเจ้าพิมพิสาร .....

ในสมัยนั้น กรุงราชคฤห์มีคณาจารย์ใหญ่ที่ถือเพศปริพาชกชื่อว่า สญชัย...... มีศิษย์เป็นกุลบุตรในตระกูลพราหมณ์และเศรษฐีมีทรัพย์จำนวนถึง250คน  ในบรรดาศิษย์ทั้งหมดมีศิษย์ผู้ใหญ่ในเชิงปัญญาสามารถอยู่2คน คนหนึ่งชื่ออุปติสสะ เรียกตามนัยแห่งศาสนาว่า สารีบุตร อีกคนหนึ่งชื่อ โกลิตะ เรียกตามนัยแห่งศาสนาว่า โมคคัลานะ ทั้งสองเป็นมิตรสหายของกันและกัน มีความปราถนาร่วมกัะน ออกบำเพ็ญเป็นปริพาชกแสวงธรรม โดยหากผู้ใดได้บรรลุธรรมพิเศษก็จะแจ้งแก่อีกผู้หนึ่ง แต่ทั้งสองก็ได้พร่ำพรรณนาอยู่เป้นนิจว่า ยังมิได้พบธรรมวิเศษอันใดเป๋นที่พอใจเลย

กล่าวถึงศิษย์สาวกของสิทธัตถะพุทธะ พระอัสสชิเถระ หนึ่งในปัจจวัคคีย์ ซึ่งเป็นศิษย์ชุดแรก ก็ได้จาริกโปรดมหาชนอยู่แถวกรุงราชคฤห์ ...... เช้านั้นท่านได้ออกบิณฑบาตรตามเคย ผ่านมาแถวอาศรมของปริพาชกสญชัย  อุปติสสะศิษย์ผู้ใหญ่ได้ออกมาหน้าอาศรมเห็นท่านอัสสชิออกบิณฑบาตร อากัปกริยาน่าเลื่อมใส อริยาบทเรียบร้อย ทอดจักษุแต่พอประมาณ ไม่มองไกล ไม่เลินเล่อ ลุกลนเหมือนนักบวชอื่น.... อุปติสสะจึงเข้าไปใกล้นมัสการและปราศรัยด้วยความเคารพ ถามว่า "ใครเป็นครูบาอาจารย์ของท่าน ท่านปฏิบัติอยู่โดยธรรมของศาสดาใด" ..... ท่านอัสสชิจึงตอบว่า" เจ้าชายสิทธัตถะ รัชทายาทของศากยวงศ์เป็นศาสดา"  ซึ่งอุปติสสะจึงถามต่อไปว่า " ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอความรู้ธรรมจากท่าน ธรรมใดที่ศาสดาท่านแสดงแล้วทำให้ท่านดูบริสุทธิ์ผุดผ่องนัก" ..... ท่านอัสสชิตอบแด่อุปติสสะปริพาชกว่า" ดูกรสหาย เราเพิ่มได้รับอุปสมบทมา ธรรมของพระศาสดาเรายังเข้าใจไม่มากนัก เราไม่สามารถแสดงธรรมนั้นแกท่านได้โดยนัยพิสดาร แต่ยินดีจะแสดงเพียงถ้อยกระทงความ"

ท่านอัสสชิได้แสดงธรรมแก่อุปติสสะปริพาชกพอเป็นใจความว่า " ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุแห่งธรรมนั้น และความดับแห่งธรรมนั้น พระศาสดาทรงสั่งสอนอย่างนี้ ".... อุปติสสะพิจรณาโดยสติปัญญาของตนก็แลเห็นทางแห่งธรรม ว่า ธรรมทั้งปวงเกิดแต่เหตุให้พิจรณาเหตุก่อน พระศาสดาทรงสั่งสอนให้ระงับเหตุแห่งธรรมอันเป้นเรื่องก่อให้เกิดทุกข์  จึงพิจรณาเห้นว่า สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา .... อุปติสสะกำหนดได้แม่ยำแล้วจึงไต่ถามถึงที่ประทับของสิทธัตถะพุทธะ โดยหมายจะเดินทางไปเฝ้าแต่ต้องกลับอาศรมเพื่อแจ้งความข้อนี้แก่ โกลิตะปริพาชกก่อน

ฝ่ายโกลิตะปริพาชกซึ่งอยู่ที่อาศรมเห็นสหายเดินมาแต่ไกล ให้รู้สึกแปลกตาด้วยอากัปกริยาวันนี้ของอุปติสสะนั้นดูสงบเสงี่ยมมากกว่าเคยเป็น ดวงหน้ายิ้มแย้มบริสุทธิ์สะอาด มีความสุข...... จึงได้ไต่ถาม อุปติสสะจึงบอกแก่สหายว่าได้พบธรรมที่พอใจแล้ว และได้เล่าเรื่องธรรมที่ท่านอัสสชิแสดงและเรื่องศาสดาสิทธัตถะพุทธะตามที่ได้รับฟังมา โกสิตะรับฟังด้วยความรู้สึกปิติแบบที่มิเคยมีมาก่อน จึงได้ชวนสหายออกเดินทางไปเฝ้าศากยบุตรพระองค์นั้น....

อุปติสสะได้แจ้งกับสหายว่าต้องจัดการธุระในอาศรมก่อนเนื่องจากเป็นผู้ดูแลปริพาชกอีก250คน รวมถึงต้องแจ้าแก่ท่านอาจารย์สญชัยผู้เคยสั่งสอนให้แสวงธรรมมาตั้งแต่ต้น.... สองสหายจึงเข้าไปในอาศรมเรียกประชุมปริพาชกทั้ง250คน ซึ่งปริพาชกได้เห็นตรงกันว่าชีวิตพวกเขาได้รับความคุ้มครองจากสองสหายใช่ว่าโดยตรงจากท่านสญชัยก็หาไม่ ทั้งเรื่องความเป็นอยู่และการปฏิบัติธรรม ซึ่งพร้อมจะติดตามท่านทั้งสองไปเฝ้าศาสดาผู้นั้นด้วย..... จากนั้นสองสหายจึงพากันไปพบท่านสญชัย แม้จะเอาใจดีเข้าปลอบโยนสองสหาย ว่าขออย่าด่วนจากไป อ้อนวอนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่สามารถรั้งไว้ได้ .... สองสหายและปริพาชกอีก250คนจึงได้ออกเดินทางไปยังที่ประทับของสิทธัตถพุทธะนับแต่กาลนั้น

สมัยนั้นสิทธัตถะพุทธะเสด็จมาประทับยังป่าไผ่พร้อมด้วยสาวกสงฆ์จำนวนหนึ่งเพื่อรอเวลาเสด็จเข้าพบพระเจ้าพิมพิสาร ...... ขณะที่ประทับอยู่ทอดพระเนตรเห็นสองสหายพร้อมปริพาชกทั้ง250คนเดินมาแต่ไกล ทรงทราบโดยพระญาน จึงมีดำรัสว่า กุลบุตร2คนเดินทางเข้ามาใหม่จะเป็นผู้บรรลุธรรมวิเศษและควรแก่การเป็นสาวกคู่พระทัย จะหาสาวกอื่นผู้มีปัญญาสามารถยิ่งด้วยสองสหายนั้นไม่มี ..... อุปติสสะและโกลิตะพร้อมด้วยปริพาชกลูกศิษย์อีก250คนเข้าเฝ้าสิทธัตถะถวายตัวเป็นสาวกประกาศคุณของพระองค์ พระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป้นสรณะแห่งชีวิต  สิทธัตถจึงรับสองสหายพร้อมปริพาชกทั้งหลายเข้าเป้นภิกษุในพุทธศาสนา อุปติสสะได้นามตามโวหารศาสนาว่า สารีบุตร ส่วนโกลิตะได้นามว่าโมคคัลลานะ ด้วยประการฉะนี้

วันพุธ

หลวงปู่กงมา

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ
วัดดอยธรรมเจดีย์ ต.ตองโขบ อ.ศรีสุพรรณ จ.สกลนคร



" เราจะกลัวเสือหรือกลัวกิเลส กิเลสมันทำให้เราตาย นับภพนับชาติไม่ถ้วน เสือตัวนี้ มันทำให้เราตายได้หนเดียว" ธรรมบรรยายจาก "หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ" แห่งวัดดอยธรรมเจดีย์ ต.ตองโขบ อ.ศรีสุพรรณ จ.สกลนคร พระป่าสายกัมมัฏฐานชื่อดัง......... หลวงปู่กงมา ในอดีตท่านเคยเป็นนายฮ้อย ขายควาย แล้วเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา เป็นพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ ในศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านเป็นพระสุปฏิปันโน ได้เที่ยวธุดงค์เกือบทั่วทุกภาคของประเทศไทย และสร้างวัดปฏิบัติไว้เป็นจำนวนมาก


หลวงปู่กงมา มีนามเดิมว่า กงมา วงศ์เครือสอน เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2443 ........  ณ บ้านโคก ต.ตองโขบ อ.ศรีสุพรรณ จ.สกลนคร โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายบู่ และนางนวล วงศ์เครือสอน........  ในช่วงวัยหนุ่ม ได้ทำหน้าที่เป็นนายฮ้อย ต้อนวัวควายไปขายตามจังหวัดใกล้เคียง เมื่อถึงกาลอันควร ได้แต่งงานเมื่ออายุได้ 25 ปี ต่อมาภรรยาและบุตรในครรภ์ได้เสียชีวิตลง ทำให้ท่านรู้สึกสลดใจ ก่อนตัดสินใจออกบวช โดยมีพระอาจารย์โท เป็นพระอุปัชฌาย์

หลวงปู่กงมาภายหลังบวชได้ไปจำพรรษาที่วัดบึงทวย กับพระมี ซึ่งเป็นเพื่อนกัน แต่อยู่วัดนี้ได้ไม่นาน ด้วยความเบื่อหน่ายไม่ได้ตามที่ประสงค์ ...........  ขณะเดียวกัน พระมีได้เล่าถึงเกียรติคุณของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีผู้ปฏิบัติตามมากมาย ....... ทำให้หลวงปู่กงมา เกิดความสนใจ จึงได้ชักชวนกันไปตามหาหลวงปู่มั่น ครั้นได้พบหลวงปู่มั่น ณ บ้านสามผง ดงพะเนาว์ ทั้งสองได้เข้าไปนมัสการแล้วนั่งฟังธรรม เมื่อท่านแสดงธรรมจบ ได้เข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ และหลวงปู่มั่นก็ได้รับตัวไว้เป็นศิษย์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

หลวงปู่กงมาได้ญัตติเป็นพระธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2470 .......... ณ วัดบูรพา อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ภายหลังญัตติ ท่านได้ธุดงค์ไปจำพรรษาตามที่ต่างๆ อาทิ พ.ศ. 2472 บ้านหัววัว จ.ยโสธร พ.ศ.2473 บ้านเหล่างา จ.ขอนแก่น พ.ศ. 2474 บ้านทุ่ม อ.เมือง จ.ขอนแก่น ......... หลวงปู่กงมา เป็นผู้หนึ่งที่ได้สร้างวัดไว้ไม่น้อย เป็นต้นว่า พ.ศ. 2476 ท่านได้สร้างวัดสว่างอารมณ์ บ้านใหม่สำโรง อ.สีคิ้ว จ.นคร ราชสีมา และในปี พ.ศ.2480 ชาวบ้านหนองบัว อ.เมือง จ.จันทบุรี ได้สร้างวัดขึ้นใหม่ และนิมนต์ท่านไปจำพรรษา ซึ่งท่านก็รับนิมนต์ .......... ต่อมาชาวบ้านได้พร้อมใจกันสร้างเสนาสนะถวายให้ชื่อว่า วัดทรายงาม และในปี พ.ศ.2482 ท่านได้สร้างวัดเขาน้อย ท่าแฉลบ ตามข้อชี้แนะของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหมื่นวชิรญาณวงศ์ ในปี พ.ศ.2485 ท่านได้อยู่จำพรรษากับหลวงปู่มั่น ได้รับอุบายธรรมและได้รับความเมตตาเป็นพิเศษ สถานที่ปฏิบัติธรรมนั้น เดิมเป็นเพียงสำนักชั่วคราว หลวงปู่กงมาได้สร้างขึ้นใหม่จนเป็นวัดสมบูรณ์ตั้งชื่อว่า "วัดสุทธิธรรมาราม"

หลวงปู่กงมาในช่วงออกพรรษาแล้ว ท่านได้ที่จำพรรษาใหม่ .......... เมื่อหลวงปู่มั่นได้ออกธุดงค์ หลวงปู่กงมา เห็นว่าวัดสุทธิธรรมาราม มีความวิเวกน้อย ไม่เหมาะแก่การอยู่ปฏิบัติธรรมท่านจึงไปแสวงหาที่เหมาะสมกว่า ท่านได้พบถ้ำเสือบนเทือกเขาภูพานเห็นว่า มีความสงบวิเวกดี.......... ดังนั้น ในปี พ.ศ.2489 ท่านได้ขึ้นไปปักกลดที่ปากถ้ำเสือ บนเทือกเขาภูพาน ปฏิบัติธรรมเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ต่อมาจนเสือที่เคยอาศัยอยู่ ณ ถ้ำแห่งนี้ ต้องหลีกทางให้ท่าน อยู่ปฏิบัติเพราะสู้เมตตาธรรมท่านไม่ได้ ........... สถานที่แห่งนี้ต่อมาหลวงปู่กงมาได้สร้างเป็นวัดชื่อ "วัดดอยธรรมเจดีย์" หลวงปู่กงมา เป็นนักต่อสู้ชีวิต ต่อสู้กับกิเลส เมื่อยังเป็นฆราวาส ก็เป็นฆราวาสที่มีคุณภาพ มีประสบการณ์ มีคุณธรรม เมื่อพบเคราะห์กรรม ก็รู้จักเลือกสรรสาระให้กับชีวิต ถือเป็นเพศบรรพชิตที่น่าเคารพนับถือ ทั้งในคราบของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกายและธรรมยุต ได้ทุ่มเทชีวิตให้กับการประพฤติปฏิบัติจนมีความประพฤติดี ปฏิบัติชอบ .......... ซึ่งมีพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ศรัทธาเลื่อมใสในปฏิปทา ทำให้เกิดวัดอันเป็นสถานปฏิบัติธรรมขึ้น ในวงของพุทธศาสนามากมาย เกิดมีผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามหลักโอวาท ของท่านสืบมาจนถึงทุกวันนี้โดยไม่ขาดสาย

หลวงปู่กงมา ได้มรณภาพลงด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2505  สิริอายุ 61 ปี 11 เดือน 11 วัน...... ท่าม กลางความเศร้าสลดอาลัยของบรรดาคณะสงฆ์ คณะศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิก ชนทั่วไปเป็นอันมาก ทั้งนี้ ได้มีการถวายเพลิงศพท่านในวันที่ 3 มีนาคม 2506 ณ วัดดอยธรรมเจดีย์ เทือกเขาภูพาน จ.สกลนคร

หลวงปู่กงมาก่อนจะมรณภาพได้พยากรณ์เรื่องการมรณภาพของตัวท่านเองให้ศิษย์ฟังล่วงหน้านานแล้ว ว่า ........... ท่านจะมรณภาพด้วยรถ และก็เป็นเช่นนั้นจริง คือ ท่านประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ ขณะเดินทางไปงานนิมนต์แห่งหนึ่ง ที่จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2505 ภายหลังจากถวายเพลิงศพแล้ว ได้ยินว่าอัฐิธาตุของท่านเป็นพระธาตุมากมาย หลากสี หลากวรรณะ เป็นที่น่าอัศจรรย์


คำสอนหลวงปู่กงมา

หลวงปุ่กงมาได้ถือเป็นแนวทางปฏิบัติและสอนธรรม เป็นหลักธรรมที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโตได้วางเอาไว้ ซึ่งหลวงปู่กงมาก็จดจำได้อย่างขึ้นใจคือธรรม ๑๑ ประการ อันได้แก่

๑.การปฏิบัติทางใจ  ต้องถือการถ่ายถอนอุปาทานเป็นหลัก

๒.การถ่ายถอนนั้น ไม่ใช่การถ่ายถอนโดยไม่มีเหตุ ไม่ใช่ทำเฉย ๆ ให้มันถ่ายถอนเอง

๓. เหตุแห่งการถ่ายถอนนั้น ต้องสมเหตุสมผล  เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตํ ตถาคโต เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ  ธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุ  ธรรมทั้งหลายดับไปเพราะเหตุ  พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้

๔. เพื่อให้เข้าใจว่า การถ่ายถอนอุปาทานนั้น มิใช่มีเหตุและไม่สมควรแก่เหตุ ต้องสมเหตุสมผล

๕.เหตุได้แก่ สมมติบัญญัติขึ้น แล้วหลงตามอาการนั้น เริ่มต้นด้วยการสมมติตัวของตนก่อน  พอหลงตัวของเราแล้ว  ก็ไปหลงคนอื่น  หลงว่าเราสวยแล้ว  จึงไปหลงผู้อื่นว่าสวย  เมื่อหลงตัวของตัวและผู้อื่นแล้ว  ก็หลงวัตถุข้างนอกจากตัว  กลับกลายเป็นราคะ โทสะ โมหะ

๖.แก้เหตุ  ต้องพิจารณากรรมฐาน ๕   คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ด้วยสามารถแห่งกำลังของสมาธิ เมื่อสมาธิชั้นต่ำ  การพิจารณาก็เป็นญาณชั้นต่ำ  เมื่อเป็นสมาธิชั้นสูง  การพิจารณาก็เป็นญาณชั้นสูง  แต่อยู่ในกรรมฐาน ๕

๗.การสมเหตุสมผล คือคันที่ไหนก็ต้องเกาที่นั่นจึงจะหายคัน  คนติดกรรมฐาน ๕  หมายถึงหลงหนังเป็นที่สุด  เรียกว่าหลงกันตรงนี้  ถ้าไม่มีหนังคงจะวิ่งกันแทบตาย  เมื่อหลงกันที่นี่ ก็ต้องแก้กันที่นี่  คือเมื่อกำลังสมาธิพอแล้ว พิจารณาก็เห็นความจริง เกิดความเบื่อหน่าย เป็นวิปัสสนาญาณ

๘. เป็นการเดินตามอริยสัจ เพราะเป็นการพิจารณาตัวทุกข์ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า  ชาติปิทุกข์ ชราปิทุกข์ พยาธิปิทุกข์ มรณัมปิทุกข์  ใครเกิด ใครแก่ ใครเจ็บ ใครตาย  กรรมฐาน ๕ เป็นต้น  ปฏิสนธิเกิดมาแล้ว แก่แล้วตายแล้วจึงได้ชื่อว่า พิจารณากรรมฐาน ๕ อันเป็นทางพ้นทุกข์ เพราะพิจารณาตัวทุกข์จริง ๆ

๙. ทุกขสมุทัย เหตุเกิดทุกข์ เพราะมาหลงกรรมฐาน ๕  ยึดมั่นจึงเป็นทุกข์ เมื่อพิจารณาละได้ เพราะเห็นตามความเป็นจริง สมคำว่า  รูปสฺสมึปิ นิพฺพินฺทติ   เวทนายปิ นิพฺพินฺทติ  สญฺญายปิ นิพฺพินฺทติ  สงฺขาเรปิ นิพฺพินฺทติ  วิญฺญาณสฺสมึปิ นิพฺพินฺทติ  เมื่อเบื่อหน่ายในรูป (กรรมฐาน ๕) เป็นต้น  แล้วก็คลายความกำหนัด  เมื่อเราพ้น  เราก็ต้องมีญาณทราบชัด  ว่าเราพ้น

๑๐.  ทุกขนิโรธ ดับทุกข์  เมื่อเห็นกรรมฐาน ๕  เบื่อหน่ายได้จริง  ชื่อว่า  ดับอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น
เช่นเดียวกับ ท่านสามเณรสุมนะ ศิษย์ของท่านอนุราช พอปลงผมหมดศีรษะ ก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์

๑๑.ทุกขคามินีปฏิปทา ทางไปสู่ที่ดับ คือการเป็นปัญญาสัมมาทิฐิ ปัญญาเห็นชอบ เห็นอะไร  เห็นอริยสัจ ๔ ได้แก่  ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค  การเห็นจริง แจ้ง ประจักษ์  ด้วยสามารถแห่งสัมมาทิฐิ ไม่หลงคติสุข
มีสมาธิเป็นกำลัง พิจารณากรรมฐาน ๕  ก็เป็นองค์มรรค

วันอาทิตย์

การทำสมาธิกับการเปลี่ยนแปลงของสมอง

ฝึกสมาธิ ในเรียนรู้ธรรมะไปกับแม่หมอ วันนี้ขอนำบทความเกี่ยวกับการฝึกสมาธิ กับการเปลี่ยนแปลงของสมองมาให้เพื่อนๆได้อ่านกันหน่อยนะคะ ........เป็นรายงานจากศูนย์ข่าวทางการแพทย์ เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2004  ในรายงานระบุว่า การทำสมาธิอาจจะทำให้สมองเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรได้นะคะ ซึ่งผู้เขียนคือ  คุณเจนนิเฟอร์ วอร์นเนอร์  เพื่อนๆลองอ่านดูนะคะ แล้วจะรู้ว่า การทำสมาธิกับระบบสมองมีความสัมพันธ์กันโดยตรงเลยละค่ะ

ที่เมืองนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ข่าวล่าสุดรายงานมาว่าการทำสมาธินั้นไม่เพียงแต่จะสร้างความสงบให้แก่จิตใจเท่านั้น.......  ผลการวิจัยชิ้นใหม่ที่ศึกษาเกี่ยวกับการฝึกทำสมาธิในแบบของพุทธศาสนิกชนนั้นอาจจะทำให้สมองเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างถาวรอีกด้วย......... นักวิจัยได้ค้นพบว่า พระสงฆ์หลายรูปผู้ซึ่งฝึกสมาธิมาเป็นเวลาหลายปีนั้น สมองส่วนที่ควบคุมเกี่ยวกับการเรียนรู้ และส่วนรับความรู้สึก มีกระบวนการทำงานที่ดีกว่าหลายๆคนที่ไม่เคยทำสมาธิมาก่อน ........ผลการวิจัยยังบอกอีกว่า การฝึกการทำสมาธิ เช่น การฝึกทำสมาธิในแบบของพุทธศาสนิกชนนั้นสามารถเปลี่ยนการทำงานของสมองได้ทั้งในการฝึกระยะยาวหรือระยะสั้น

ผลการวิจัยต่อเนื่องที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ได้ถูกเผยแพร่ทางอินเตอร์เนต ........ ซึ่งเป็นผลงานของสถาบันวิทยาศาสตร์การศึกษาแห่งชาติ นักวิจัยหลายๆคนได้ศึกษาและเปรียบเทียบกระบวนการทำงานของสมองระหว่างพระสงฆ์จำนวน 8 รูปผู้ฝึกสมาธิมาเป็นเวลานานกว่า 10,000 ถึง 50,000 ชั่วโมงและมีอายุอยู่ในช่วง 49 ปี  และกลุ่มนักเรียนที่มีสุขภาพที่ดีจำนวน 10 คน มีอายุอยู่ในช่วง 21 ปี ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำสมาธิมาก่อน และเพิ่งได้รับการฝึกสมาธิมาเพียง 1 สัปดาห์........ ก่อนที่จะมีการศึกษา ทั้งสองกลุ่มจะต้องฝึกการทำสมาธิและเรียนรู้เรื่องความเมตตาไปพร้อมๆกัน การฝึกนี้ไม่ต้องการผลสัมฤทธิ์เรื่องความรู้ที่ได้รับมากมาย เพียงแต่ต้องการให้ทุกคนได้เรียนรู้ถึงการก่อกำเนิดความรักความเมตตาเท่านั้นเอง

นักวิจัยหลายๆคนซึ่งได้ทำการตรวจกระบวนการทำงานของสมองทั้ง ก่อน ระหว่าง และ หลังการฝึกดังกล่าวโดยใช้การตรวจด้วยภาพคลื่นกระแสไฟฟ้าของสมอง ......... และแล้วเหล่านักวิจัยก็ได้พบความแตกต่างที่น่าทึ่งของผลการตรวจระหว่างกลุ่มพระสงฆ์ และ กลุ่มของนักเรียนในเรื่องของกระบวนการทำงานของสมองที่เรียนว่า " gamma wave activity " ซึ่งภาพคลื่นดังกล่าวแสดงผลรวมไปถึงการทำงานของสมองส่วนที่ควบคุมด้านความรู้สึก และ จิตใจ ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องการงาน และ การเรียนรู้การเข้าใจ ......... จากการสำรวจพบการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มของพระสงฆ์ และสามารถเห็นความแตกต่างซึ่งมีแนวโน้มไปในทางที่ดีอย่างน่าทึ่งระหว่างการฝึก .............. ซึ่งนักวิจัยได้เปิดเผยความจริงว่าระดับคลื่นสมองที่สำรวจพบในกลุ่มของพระสงฆ์ดังกล่าวนั้นเป็นคลื่นระดับที่สูงที่สุดตั้งแต่เคยมีการสำรวจคลื่นสมองมา ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่มดังกล่าวต่อมาก็ยังมีการพัฒนาอยู่เรื่อยๆเช่นพัฒนาด้านความรู้สึกที่เป็นสุข

ท้ายสุดนักวิจัยกล่าวว่าความจริงแล้วกระบวนการทำงานของสมองของพระสงฆ์นั้นมีการพัฒนามาก่อนการฝึกครั้งนี้แล้ว...........  ซึ่งก็สรุปได้ว่าการฝึกสมาธิที่ฝึกมาเป็นเวลานานสามารถเปลี่ยนกระบวนการทำงานของสมองได้ ถึงแม้ว่าอายุจะแตกต่างกัน ..........แต่สิ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญคือ ระยะเวลาที่ใช้ในการฝึก และปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ต้องทำการศึกษาโดยผ่านภาพคลื่นกระแสไฟฟ้าของสมอง กันต่อไปก็คือ ......... กระบวนการทำงานของสมองที่ได้เปลี่ยนแปลงไปนั้นเป็นเพราะการฝึกสมาธิมาเป็นเวลานาน หรือ เป็นความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคนก่อนที่จะได้รับการฝึก


ขอขอบคุณ http://www.dhammajak.net/smati/13.html

วันอังคาร

ฆราวาสธรรม4

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความรัก .... มีสัจจธรรมข้อนึงที่บอกไว้ว่า ที่ไหนมีรักที่นั่นมีทุกข์  แต่การดำรงชีวิตของคนเราบางครั้งก็เลือกไม่ได้ หากเรายังคงต้องใช้ชีวิตครอบครัว ชีวิตการครองเรือนอยู่ ก็จำเป็นต้องมีหลักธรรมที่เกี่ยวข้องเป็นหลักยึดในชีวิตไว้บ้างนะคะ ........ และแม่หมอก็เลยขอนำเสนอ ธรรมะน่ารู้ในหัวข้อ ฆราวาสธรรม4 ค่ะ  หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ธรรมะในการครองเรือนนั่นเองค่ะ

ฆราวาสธรรม ประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ "ฆราวาส" แปลว่า ผู้ดำเนินชีวิตในทางโลก, ผู้ครองเรือน และ "ธรรม" แปลว่า ความถูกต้อง, ความดีงาม, นิสัยที่ดีงาม, คุณสมบัติ, ข้อปฏิบัติ......... ฆราวาสธรรมจึง แปลว่า คุณสมบัติของผู้ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตทางโลกนั่นเองค่ะ ซึ่งประกอบด้วยธรรมะ 4 ประการ ดังนี้

1.สัจจะ แปลว่า จริง ตรง แท้

การแสดงออกซึ่งความซื่อสัตย์และความจริงใจต่อทำให้เกิดความไว้วางใจ ความเชื่อใจ หากบุคคลใดขาดสัจจะ ย่อมเป็นเหตุให้เกิดความหวาดระแวงแคลงใจกันเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความร้าวฉาน

2.ทมะ แปลว่า ฝึกตน ข่มจิต และรักษาใจ

เป็นการฝึกข่มใจระงับความรู้สึกต่อเหตุบกพร่องของคนอื่น รู้จักฝึกฝนปรับปรุงตน แก้ไขข้อบกพร่องตนเอง ไม่เอาแต่ใจและอารมณ์ของตน ใช้ปัญญาในการตัดสินใจ ควบคุมจิตใจ ในการทำความเข้าใจคนอื่น ทำให้สามารถปรับตนเข้าหากันได้ 

3.ขันติ แปลว่า อดทน

หลักขันติแตกต่างจากหลักทมะตรงที่มุ่งให้เกิดความอดทนโดยเน้นที่ร่างกาย ที่อดทนต่อความยากลำบากที่อาจจต้องพบเจอ  หรืออดทนต่อสภาพที่มีปัญหา มีเรื่องไม่สบายใจ

4.จาคะ แปลว่า เสียสละ

การเผื่อแผ่แบ่งปัน การแสดงน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน ตลอดจนการเสียสละความพอใจและความสุขส่วนตนได้ ไม่คับแคบเห็นแก่ตัว รู้จักนึกถึงผู้อื่น


ความสำคัญของหลักธรรม ฆราวาสธรรม4 ประการ   พระพุทธองค์กล่าวว่า ........ มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สร้างเกียรติยศให้คนเราได้เท่ากับการมี "สัจจะ" หรือไม่ ....... มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สร้างปัญญาให้คนเราได้เท่ากับการมี "ทมะ" หรือไม่ ......มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สร้างทรัพย์สมบัติให้คนเราได้เท่ากับการมี "ขันติ" หรือไม่ มี..... สิ่งใดในโลกนี้ที่สร้างหมู่มิตรให้คนเราได้เท่ากับการมี "จาคะ" หรือไม่ .......  ไม่มีธรรมะใดๆ ที่จะใช้สร้างตัวให้ประสบความสำเร็จได้ยิ่งกว่าการสร้างสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะให้เกิดขึ้นในตนอีกแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ คนที่จะยืนหยัดผ่านอุปสรรคต่างๆ ในโลกนี้ไปจนกระทั่งพบความสำเร็จได้นั้น เขาต้องสร้าง "ฆราวาสธรรม" ให้เป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานประจำตนก่อนนั่นเอง เพราะฉะนั้น ความหมายที่แท้จริงของ ฆราวาสธรรม คือ คุณสมบัติของผู้ที่สามารถสร้างเกียรติยศ สร้างปัญญา สร้างทรัพย์สมบัติ และสร้างหมู่ญาติมิตรให้เกิดขึ้นได้สำเร็จด้วยกำลังความเพียรของตน

อานิสงส์ของการสร้างตัวให้มีฆราวาสธรรม

อานิสงส์ของการมีสัจจะ - ปลูกนิสัยความรับผิดชอบให้เกิดขึ้นในตัว - เป็นคนหนักแน่นมั่นคง - มีความเจริญก้าวหน้าในการประกอบหน้าที่การงาน - ได้รับการเคารพยกย่อง - มีคนเชื่อถือ และยำเกรง - ครอบครัวมีความมั่นคง - ได้รับเกียรติยศชื่อเสียง

อานิสงส์ของการมีทมะ - ปลูกฝังนิสัยรักการฝึกฝนตนให้เกิดขึ้นในตัว - ทำให้เป็นคนมีความสามารถในการทำงาน - ไม่มีเวรกับใคร - ยับยั้งตนเองไม่ให้หลงไปทำผิดได้ - สามารถตั้งตัวได้ - มีปัญญาเป็นเลิศ

อานิสงส์ของการมีขันติ - ปลูกฝังนิสัยการอดทนต่ออุปสรรคและปัญหาต่างๆ - ทำงานได้ผลดี - สามารถเป็นหลักในครอบครัวได้ - สามารถเป็นหลักให้กับบริวารได้ - ไม่มีเรื่องวิวาทกับคนอื่น - ไม่หลงผิดไปทำความชั่วได้ - ทำให้ได้ทรัพย์มา

อานิสงส์ของการมีจาคะ - ปลูกฝังการมีอารมณ์ผ่องใสและนิสัยเสียสละให้เกิดขึ้นในตัว - เป็นการสร้างความปลอดภัยแก่ตนเอง - เป็นที่นับหน้าถือตาของคนทั่วไป - ครอบครัวและสังคมเป็นสุข - มีกัลยาณมิตรรอบตัว สรุปแล้วคุณของการมีฆราวาสธรรมโดยรวม ก็คือ เมื่อมีสัจจะย่อมมีเกียรติยศชื่อเสียง เมื่อมีทมะย่อมได้รับปัญญา เมื่อมีขันติย่อมเกิดทรัพย์ในบ้าน และเมื่อมีจาคะย่อมเกิดมิตรที่ดีไว้เป็นสมัครพรรคพวกในสังคม

โทษของการไม่สร้างตัวให้มีฆราวาสธรรม

โทษของการขาดสัจจะ- ปลูกนิสัยขาดความรับผิดชอบให้เกิดขึ้นในตัว - เป็นคนเหลาะแหละ - พบแต่ความตกต่ำ - มีแต่คนดูถูก - ไม่มีคนเชื่อถือ - ไม่สามารถรองรับความเจริญต่างๆ ได้ - ไร้เกียรติยศชื่อเสียง

โทษของการขาดทมะ - ขาดนิสัยรักการฝึกฝนตนเอง - ทำให้ขาดความสามารถในการทำงาน - สามารถหลงผิดไปทำความชั่วได้ง่าย - จะเกิดการทะเลาวิวาทได้ง่าย - จะจมอยู่กับอบายมุข - ครอบครัวเดือดร้อน - ไม่สามารถตั้งตัวได้ - เป็นคนโง่เขลา

โทษของการขาดขันติ - ไม่สามารถอดทนต่อปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้ - เป็นคนจับจด ทำงานคั่งค้าง - ไม่สามารถเป็นหลักให้ครอบครัวได้ - หลงผิดไปทำความชั่วได้ง่าย - ไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่น - เต็มไปด้วยศัตรู - ขาดความเจริญก้าวหน้า - ทำให้เสื่อมจากทรัพย์

โทษของการขาดจาคะ - ปลูกฝังความตระหนี่ให้เกิดขึ้นในใจ - ได้รับคำครหาติเตียน - เป็นทุกข์ใจ - ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ สรุปแล้วโทษของการขาดฆราวาสธรรมโดยรวมก็คือ เมื่อขาดสัจจะย่อมเกิดปัญหา ถูกหวาดระแวง เมื่อขาดทมะย่อมเกิดปัญหาความโง่เขลา เมื่อขาดขันติย่อมเกิดปัญหาความยากจน และเมื่อขาดจาคะย่อมเกิดปัญหาความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นในสังคม

วันเสาร์

คาถานมัสการและรวบรวมพลังพระธาตุทั่วอนันตจักรวาล

เรียนรู้ธรรมะไปกับแม่หมอวันนี้จะพาเพื่อนๆมาสวดคาถาบูชาและรวบรวมพลังพระธาตุทั่วอนันตจักรวาลกันค่ะ ........ แต่ก่อนอื่นเรามาดูความหมายของพระธาตุกันซักนิดมั๊ยคะ  เริ่มจาก พระบรมสารีริกธาตุ คือ พระธาตุส่วนย่อยที่บังเกิดแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเฉพาะ มิได้เป็นคำที่ใช้เรียก พระธาตุของพระอรหันตสาวก หรือพระธาตุเจดีย์ต่างๆ (บางทีอาจใช้คำว่า "พระบรมธาตุ" หรือ "พระสารีริกธาตุ" แทนได้) .....  พระธาตุ คือ กระดูก หรือ ส่วนของร่างกายต่างๆ เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โลหิต ฯลฯ ที่มีคุณลักษณะเป็นที่แตกต่างจากสามัญชนทั่วไป โดยมีลักษณะคล้าย ' ธาตุ ' ซึ่งหากมองโดย ไม่สังเกตให้ดีแล้ว ก็คล้าย กรวด หิน แก้ว เพชร ฯลฯ............พระอริยสงฆ์ที่มีความเพียรพยายามในการปฏิบัติ จนกระทั่งสามารถยกจิตก้าวบรรลุสู่ภูมิธรรมขั้นต่างๆ นับแต่พระโสดาบันเป็นต้นไป และสิ่งที่สามารถยืนยันได้ว่าท่านเหล่านั้นสามารถบรรลุภูมิธรรมขั้นสูงได้ก็คือ พระธาตุ นั่นเองค่ะ

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีพระอริยสงฆ์มากมายที่สามารถปฏิบัติธรรมจนกระทั่งอัฐิกลายเป็น "พระธาตุ" และมีลักษณะแตกต่างกันมากมาย ซึ่งสามารถแยกออกได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

1. พระสาวกสมัยพุทธกาลและสมัยโบราณ .......... โดยพระสาวกสมัยพุทธกาลนั้น คือ พระสาวกที่ดำรงขันธ์อยู่ในช่วงสมัยพุทธกาล จนกระทั่งถึงภายหลังพุทธกาลไม่นาน ส่วนพระสาวกสมัยโบราณ คือ พระสาวกที่ดำรงขันธ์ในช่วงภายหลังพุทธปรินิพพานจนถึงประมาณพุทธศตวรรษที่ 24 พระสาวกในกลุ่มนี้จึงมีเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ปรากฏนามและไม่ปรากฏนามในตำรา พระสาวกสมัยพุทธกาลที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป เช่น พระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร เป็นต้น และพระสาวกสมัยโบราณที่เป็นที่รู้จักกันดีโดยทั่วไป เช่น พระอุปคุต เป็นต้น

2. พระสาวกสมัยปัจจุบัน ......... พระสาวกสมัยปัจจุบันนั้น คือช่วงตั้งแต่ก่อน พ.ศ.2500 เล็กน้อย จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่งมีมากมายหลายองค์ และแต่ละองค์ก็มีพระธาตุลักษณะต่างๆมากมาย ทำให้ได้สามารถศึกษาลักษณะและวิธีการแปรเป็นพระธาตุจากส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งนำไปเปรียบเทียบกับลักษณะการเกิดของพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระสาวกสมัยโบราณได้ ดังเช่น หลวงปู่มั่น หลวงปู่พรหมา หลวงปู่สิม หลวงปู่ขาว เป็นต้น

พระบรมสารีริกธาตุ เป็นปูชนียวัตถุที่ทรงไว้ด้วยคุณค่า หาได้ยาก ........ และยังเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดในไตรภพที่มนุษย์และเทวดาพึงสักการะ  การจะบูชาพระบรมสารีริกธาตุนั้นก่อนอื่นต้องชำระล้างร่างกาย ทำจิตใจ ให้สะอาดผ่องใส จัดหาดอกมะลิใส่ภาชนะบูชา ตั้งสักการะ ณ ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ แล้วจุดธูปและเทียน ตั้งใจให้เป็นสมาธิ กราบ 3 ครั้ง แล้วจึงตั้งนะโม 3 จบ กล่าวคำบูชาพระบรมสารีริกธาตุ

" อะหัง วันทามิ ทูระโต อะหัง วันทามิ ธาตุโย อะหัง วันทามิ สัพพะโส "

สำหรับบ้านที่มีพระบรมสารีริกธาตุไว้บูชาอยู่แล้วคงจะทราบดี เป็นที่น่าแปลกคือ ......... พระบรมสารีริกธาตุนั้น สามารถเพิ่ม หรือลดจำนวนได้เอง โดยสามารถเสด็จไปไหนมาไหนเองก็ได้ แม้ว่าจะเก็บไว้ในภาชนะที่ปิดสนิทดีสักเท่าใดก็ตาม โดยเชื่อกันว่าหากไม่ดูแลรักษาเอาใจใส่ ประดิษฐานไว้ในที่ไม่สมควร หรือขาดการถวายความเคารพแล้ว พระบรมสารีริกธาตุอาจเสด็จหายจากสถานที่นั้นๆ ก็เป็นได้ โดยทางตรงกันข้าม หากได้รับการปฏิบัติบูชาดี ผู้สักการบูชา มีกาย วาจา ใจ สะอาดบริสุทธิ์ อยู่ในศีลธรรม พระบรมสารีริกธาตุก็อาจเพิ่มจำนวนได้เช่นกันค่ะ
และวันนี้แม่หมอก็มีคาถาหลวงของพ่อเกษม เขมโก ............ มาฝากเพื่อนๆ เป็นคาถานมัสการและรวบรวมพลังพระธาตุทั่วอนันตจักรวาล สวดเพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นพุทธบูชาเพื่อระลึกถึงองค์พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ดังนี้ค่ะ

คาถานมัสการและรวบรวมพลังพระธาตุทั่วอนันตจักรวาล

วันทามิ เจดิยัง สัพพัง สัพพัฎฐาเน สุปฏิษฐิตาสรีระธาตุงมหาโพธิง

พุทธรูปัง สักการัง สัทธา นาคะโลเก เทวโลเก ดาวติงเส พรหมโลเก ชมพูทีเป ลังกาทีเป

สรีระธาตุโย เกศาธาตุโย อรหันตาธาตุโย เจดิยัง คันธกุฎี จตุราศี ติสสหัสสะ ธัมมักขันธา

ปาทเจดิยัง นะระเทเวหิปูชิตา อะหังวันทามิ ฑูระโต อะหังวันทามิธาตุโย อะหังวันทามิสัพพะโส


วันอังคาร

พระพุทธเจ้าทรงโปรดชฎิล3พี่น้องแห่งตระกูลกัสสป

กรุงพาราณสีเป็นศูนย์กลางของลัทธิโยคะศาสตร์ และไสยาศาสตร์เกลื่อนกล่นด้วยพิธีกรรมของพราหมณ์ และเทวสถานน้อยใหญ่ ..... พระพุทธเจ้าเองก็ทราบความจริงในข้อนี้ ทรงไม่พยายามหักหาญการประกาศธรรมในหมู่พราหมณ์เหล่านี้  .... สมัยนั้นมีครอบครัวพราหมณ์ผู้มีอันจะกินตระกูลกัสสป มีบุตรชายอยู่3คน ซึ่งพี่น้องทั้งสามนี้มีความเพียรแก่กล้า ได้ออกไปตั้งอาศรมอยู้ริมแม่น้ำ ตำบล อุรุเวลา เพื่อบำเพีญเพียรเป็นสันยาสีแสวงหาซึ่งโมกษธรรม กัสสปผู้พี่ได้นามตามตำบลว่าอุรุเวลกัสสป  คนที่สอง ตั้งอาศรมอยู่ริมแม่น้ำจึงได้ชื่อว่า นทีกัสสป ส่วนคนเล็ก ตั้งอาศรมอยู่ณ.หมู่บ้านตำบลคยาจึงได้ชื่อว่า คยากัสสป .... สันยาสีทั้งสามบำเพ็ญตบะแรงกล้า ก่อกูณฑ์อัคคี บริกรรมพิธีอยู่หน้ากองอัคคี นับเป็นพวกบูชาไฟ โดยคาดว่าเมื่อย่างกิเลสแห้งได้แล้วก็จะถึงซึ่งโมกษะ คือความหลุดพ้นได้  ...... ซึ่งชฎิล3พี่น้องได้มีชาวบ้านมาขอเป็นศิษย์ กับอุรุเวลกัสสป500คน นทีกัสสป 300คนและ คยากัสสป 200 คน


เรื่องราวของชฎิล3พี่น้องเป็นที่เลื่องลือมาตั้งแต่ก่อนสิทธัตถะพุทธะจะตรัสรู้.......  แต่ท่านก็มิได้ผ่านมายังสำนักนี้เพราะคิดว่า คำสอนและวิธีปฏิบัติที่เป็นอัตตกิลมถานุโยค มิได้เป็นไปเพื่อการตรัสรู้ จึงทรงระงับเสีย ...... ครั้งเมื่อได้ทรงบรรลุธรรมด้วยอาศัยบำเพ็ญเพียรเป็นมัชฌิมาปฏิบัติแล้ว จะทรงประกาศธรรมเข้าไปในหมู่พราหมณาจารย์ จึงทรงดำริว่า มีความจำเป็นต้องสั่งสอนคณาจารย์ที่เป็นหัวหน้า ให้ยอมรับธรรมก่อน จึงจะสะดวกในการประกาศธรรมแก่คนอื่นต่อไป ....  วันหนึ่งสิทธัตถะพุทธะจึงเสด็จออกจากป่าอิสิปปตนมฤคทายวัน ตรงไปยังอาศรมของชฏิลผู้พี่คือ อุรุเวลกัสสป  โดยยังไม่พบทางอื่นใดที่จะแสดงธรรม จึงทรงขอพบชฏิลผู้นั้น และมีรับสั่งว่า พระองค์เป็นผู้เดินทางมาแต่ถิ่นไกล ใคร่จะขอพักสักคืนหนึ่งให้หายเหนื่อยอ่อนแล้วจะเสด็จต่อไป

อุรุเวลกัสสปเกิดความไม่พอใจที่ถูกรบกวนจึงตอบปฏิเสธไป สิทธัตถะพุทธะทรงอ้อนวอนอยู่แล้วอยู่เล่า........  อุรุเวลกัสสปจึงพูดเป็นทำนองเสียไม่ได้ว่า มีอยู่แต่โรงพิธีก่อกูณฑ์อัคคีใหญ่มีแท่นบูชาไฟและงูร้ายตัวหนึ่งเลี้ยงไว้ให้อาศัยควบคุมโรงพิธี หากไม่กลัวภัยจากงูร้ายก็ตามอัธยาศัย....  สิทธัตถะพุทธะจึงตอบชฏิลว่า พระองค์ไม่ทำร้ายมัน และเชื่อว่ามันจะไม่ทำร้ายพระองค์ จึงทรงยินดีจะเข้าพักในโรงพิธี..... กลางดึกพญางูร้ายได้ออกมาเมื่อเห็นสมณสารูปของสิทธัตถะพุทธะที่มีนิมิตแห่งความเมตตา ยังความสงบอันหาจากบุคคลอื่นมิได้เล่า ความมุ่งร้ายของพญางูร้ายกระทบกับกระแสแห่งพระบริสุทธิคุณ แและพระเมตตาคุณอันมีอำนาจรุนแรงกว่า ความมุ่งร้ายก็ผ่อนคลายไปไม่เหลือ พญางูจึงพ่ายแพ้แก่อำนาจธรรม เกิดความเลื่อมใส จึงเลื้อยเข้าไปใกล้แล้วขดตัวผงกหัวเป็นกิริยาแสดงความเคารพอยู่

ข้างชฎิลใหญ่เมื่อเข้ามาเห็นจึงแปลกใจ และคิดอยากได้สมณะรูปนี้ไว้เป็นเครื่องมือเพื่อภายหน้าอาจเป็นผู้ช่วยสอนศิษย์ได้.........  จึงชวนให้สิทธัตถะพุทธะอาศัยอยู่ในอาศรมต่อ .... ล่วงไปหลายราตรี วันหนึ่งได้มีโอกาสสิทธัตถะพุทธะได้โอกาสสนทนากับชฎิลในฐะนะผู้อาศัย

สิทธัตถะพุทธะ :  ท่านชฎิลผู้ใหญ่ มีคนกล่าวกันว่า ท่านเป็นอรหันต์ผู้พ้นจากกิเลสและมีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้าหรือ

ชฎิลใหญ่  :  อรหันต์นั้นคืออะไร

สิทธัตถะพุทธะ :  อรหันต์หมายถึงผู้มีความสะอาด เอาชนะกิเลสเครื่องเศร้าหมองได้โดยการดำเนินตนตามมรรค8ประการ และการปฏิบัติตนของผู้นั้นไม่เป็นไปเพื่อความลำบากแก่ตนและผู้อื่น ..... ส่วนการปฏิบัติของท่าน ถือการบูชาไฟเป็นกรรมพิธีนั้น หาได้เป็นเครื่องชำระความไม่สะอาดให้หมดไปไม่ ผู้ปฏิบัติยังคงคลุกเคล้าด้วยกิเลสและบาปอยู่เป็นนิจ

ชฎิลใหญ่แสร้งนิ่งแต่รู้สึกพอใจรู้สึกนอบน้อมลงสู่ความยอมรับ .... สิทธัตถะพุทธะเห็นการนิ่งของชฎิลใหญ่ จึงรับสั่งย้ำถึงธรรมอันจะช่วยให้บุคคลผู้ปฏิบัติถึงซึ่งฐานะอรหันต์ คือปฏิบัติตามทางแห่งมรรค8เพื่อบรรลุโมกษะ  เพราะเห็นว่าไฟเป็นของร้อน ย่างกิเลสเครื่องเศร้าหมองได้นั้น ไม่ใช่ทางที่ชอบ ผิดจากทางพระอรหันต์ เป็นการเปลืองเวลา ทำร่างกายให้ทรมาณอยู่ไม่รู้สิ้น ..... ชฎิลใหญ่มาดำริตามคำรับสั่งของสิทธัตถะพุทธะ ก็มองเห็นความจริง ครั้นเงยหน้าดูพระพักตร์อันงดงามและสะอาด มีพระรัศมีฉายพระบริสุทธิคุณและพระเมตตาคุณอันจะหาไม่ได้จากบุคคลอื่นใด.... ที่สุดชฎิลใหญ่จึงยอมเป็นศิษปฏิบัติตามธรรมของพระองค์ต่อไป และได้บอกกล่าวกับศิษย์ทั้ง500คน ซึ่งก็พร้อมใจตามชฎิลใหญ่และขนเครื่องบริขารบูชาไฟออกไปยังแม่น้ำหน้าอาศรม ลอยเครื่องบริขารเหล่านั้นเสียสิ้นเชิง เป็นการประกาศสลัดทิ้งฐานะแห่งผู้บูชาไฟลงอย่างเด็ดขาดในวันนั้น

บริขารที่ชฎิลใหญ่ลอยไหลไปตามแม่น้ำผ่นไปยังอาศรมของนทีกัสสป น้องชายกลางและ คยากัสสปน้องชายคนเล็ก......  ทั้งสองจึงพากันออกจากอาศรมของตนพร้อมด้วยบริวารไปยังอาศรมของพี่ชาย.....  ครั้งไปถึงเห็นพี่ชายและบริวารเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นแบบสิทธัตถะพุทธะไปจนหมดสิ้น เมื่อถามไถ่จึงเลื่อมใสตามพี่ชาย และขอเลิกบำเพ็ญตนเป็นชฎิลด้วย พี่ชายใหญ่จึงให้น้องชายทั้งสองพร้อมบริวารอีก500คนเข้าเฝ้าสิทธัตถะพุทธะประกาศตนเป็นสาวกยอมรับฟังธรรมและปฏิบัติธรรมตั้งแต่เวลานั้น

สิทธัตถะพุทธะประทับเป็นประธานต่อหน้าชฎิลพี่น้องกับบริวารอีก1000คน ทรงแสดงธรรมอธิบายโทษของการบูชาไฟ.......  เปรียบเทียบกิเลสของมนุษย์ที่เร่าร้อนมากกว่าความร้อนของไฟ ธรรมะที่ทรงแสดงเรียกว่า อาทิตตปริยสูตร มีความสำคัญว่า.....  ยามใดที่บุคคลฟุ้งซ่าน ไม่มีระเบียบ ยามนั้นอวิชชาคือความเขลา ย่อมเข้ามาปกคลุมซึ่งความคิดของบุคคลนั้น เหมือนหนึ่งกลุ่มหมอกปกคลุมนภากาศ ปิดธรรมอันควรเห็นไม่ให้เห็นฉะนั้น ...... ไฟกองใหญ่ที่เกิดในบุคคลมี3กองคือ ไฟราคะ ไฟโทสะ และไฟโมหะ เป็นเครื่องเผาผลาญอยู่  บุคคลใดมองเห็นกองไฟเหล่านี้ พยายามดับกองไฟเหล่านี้เสีย ระงับซึ่งราคะ โมหะ และโทสะ ใจจักสงบ ดวงตาที่มืดอยู่จักเห็น เกิดความรู้และความบริสุทธิ์...... เมื่อใจบริสุทธิ์เพราะมองเห็นกองไฟเหล่านี้ ความเกลียดชังในบาปจะเกิดขึ้น กองไฟทั้ง3กองมอดไป ก็จะละซึ่งสิ่งผูกพันทั้งปวง

ชฎิล3พี่น้องพร้อมทั้งสาวกน้อยใหญ่1000คนต่างพากันสรรเสริญธรรมะของสิทธัตถพุทธะ ......ประกาศตนเป็นผู้ถึงธรรมะและประกาศทิ้งเพศและแบบอย่างแห่งการบำเพ็ญเพียรของตนที่เคยมีมา ทูลถวายแด่สิทธัตถะพุทธะและธรรมอันเป็นสัมมาสัมโพธิ ที่สิทธัตถะตรัสรู้ตั้งแต่เวลานั้น

วันเสาร์

วิธีปฏิบัติสมาธิโดยหลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

เรียนรู้ธรรมะไปกับแม่หมอ วันนี้มีวิธีปฏิบัติสมาธิ โดย หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ วัดป่าบ้านค้อ ต.เขือน้ำ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี มานำเสนอให้เพื่อนๆค่ะ......  เป็นวิธีการปฏิบัติที่ดีมากๆ เริ่มจากการเตรียมตัว การสมาทานศีล และวิธีนั่งสมาธิ โดยละเอียดเลยละค่ะ เพื่อนๆลองอ่านกันดูนะคะ

 การเตรียมตัวนั่งสมาธิ

การเตรียมตัวนั่งสมาธิภาวนาทุกครั้ง เราต้องจัดสถานที่ที่เราจะนั่งสมาธิให้สะอาดเรียบร้อย เพื่อไม่ให้เกิดความขัดข้องกังวลภายในใจ เสร็จแล้วไหว้พระสวดมนต์จะย่อหรือพิศดารก็ตามความต้องการของเรา และแผ่เมตตาตนเมตตาสัตว์จบแล้ว ฆราวาสมีวิธีสมาทานศีล ๕ ต่อไป เพราะการสมาทานศีลเป็นอุบายวิธีที่จะรับรองความบริสุทธิ์ของตนในปัจจุบัน และเป็นอุบายเพื่อไม่ให้ใจได้มีความเศร้าหมองในการกระทำทางกาย วาจา ที่เป็นอดีตผ่านมาแล้ว และทำความเข้าใจกับตัวเองว่า ปัจจุบันนี้เรามีศีลอันบริสุทธิ์แล้ว

ถึงหากเราพลั้งเผลอทำความชั่วทางกาย วาจา มาแล้วก็ตาม นั่นเป็นของอดีตที่ล่วงไปแล้ว เราอย่าไปคำนึงมาเป็นอารมณ์ ส่วนความดีที่เราบำเพ็ญมาแล้วมีการให้ทาน เคยได้รักษาศีล หรือเจริญเมตตาภาวนา หรือทำความดีในสิ่งใดใดก็ตาม นี้ให้เราหมั่นสำนึกบ่อยๆ เพื่อให้ใจเกิดความปีติยินดีและเป็นกำลังให้แก่ใจ เพื่อให้ติดต่อกับในปัจจุบันที่เราจะภาวนาอยู่ในขณะนี้

การสมาทานศีล

การสมาทานศีลด้วยเจตนาวิรัติ ให้ศีลขึ้นในตนเองขณะนี้ เพราะเราไม่มีเวลาและโอกาสอำนวยที่เราจะไปรับศีลจากพระได้ เราก็ต้องเจตนาวิรัติสมาทานศีลเอาด้วยตนเอง เพราะการเจตนาละเว้นจากความชั่วทางกายและความชั่วทางวาจานั้นแลเป็นตัวศีล

วิธีสมาทานศีล ๕ มีดังนี้

ให้ว่า นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ๓ ครั้ง ต่อไปว่า

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ตติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ตติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

สุราเมระยะมัจชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ


หากผู้ว่าคำบาลีไม่ได้ ให้นึกในใจทำเสียงเบาๆ ดังนี้

๑. ข้าพเจ้าจะละเว้นจากการฆ่าสัตว์ทุกชนิด

๒. ข้าพเจ้าจะละเว้นจากการลักเอาสิ่งของของผู้อื่น

๓. ข้าพเจ้าจะละเว้นจากการประพฤติผิดจากประเวณี

๔. ข้าพเจ้าจะละเว้นจากการกล่าวความไม่จริง

๕. ข้าพเจ้าจะละเว้นจากการดื่มสุราและยาเสพติดทุกชนิด

ทั้งนี้ เราต้องมีสัจจะ ความจริงใจในตัวเอง ศีลจึงจะตั้งอยู่ได้ สัจจะจะตั้งไว้อย่างไร ใจก็ต้องรักษาความจริงให้ได้


 วิธีนั่งสมาธิ


ให้ตั้งใจอย่างมีสติ กำหนดสูดลมหายใจเข้าเองยาวๆ นึกว่า พุท

ให้ตั้งใจอย่างมีสติ กำหนดปล่อยลมหายใจยาวๆ เอง นึกว่า โธ

ให้ตั้งใจอย่างมีสติ กำหนดสูดลมหายใจเข้าเองยาวๆ นึกว่า ธัม

ให้ตั้งใจอย่างมีสติ กำหนดปล่อยลมหายใจยาวๆ เอง นึกว่า โม

ให้ตั้งใจอย่างมีสติ กำหนดสูดลมหายใจเข้าเองยาวๆ นึกว่า สัง

ให้ตั้งใจอย่างมีสติ กำหนดปล่อยลมหายใจยาวๆ เอง นึกว่า โฆ

ให้กำหนดทำสัก ๓-๗ ครั้ง หรือมากกว่านี้ก็ได้ เพื่อเป็นอุบายให้พุทโธ ธัมโม สังโฆ มารวมกันที่ใจ ต่อไปให้กำหนดเพียงพุทโธคำเดียว ให้หายใจเป็นปกติตามที่เราหายใจอยู่ในท่าปัจจุบัน ให้มีสติกำกับคำบริกรรมและรู้เท่าทันกับลมหายใจ และให้ตั้งอยู่ในท่าเตรียมพร้อมอยู่สม่ำเสมอ อย่าเผลอตัว

ให้ตั้งใจอย่างมีสติ กำหนดสูดลมหายใจเข้าเองยาวๆ นึกว่า พุท

ให้ตั้งใจอย่างมีสติ กำหนดปล่อยลมหายใจยาวๆ เอง นึกว่า โธ

ในขณะใดที่เราไม่ได้ตั้งใจสูดลมหายใจเข้าเอง นึกว่า พุท แต่ลมหายใจได้ล่วงเข้าไปเสียก่อน ขณะนั้นให้รู้ตัวเองทันทีว่า ความตั้งใจเราขาด มีสติรู้ไม่ทัน หรือในขณะใดเราไม่ได้ตั้งใจปล่อยลมหายใจออกเอง พร้อมกับคำบริกรรมในขณะนั้น เราก็รู้ว่าเราเผลอสติและขาดความตั้งใจเช่นกัน ฉะนั้น จึงให้เราสูดลมหายใจเข้าเอง ให้ตั้งใจปล่อยลมหายใจออกเอง

เมี่อเราขาดความตั้งใจเมื่อไร การกำหนดดูลมหายใจก็เผลอตัวทันที และให้เราตั้งใจตั้งสติ กำหนดสูดลมหายใจเข้าพร้อมกับบริกรรมเอง และตั้งสติปล่อยลมหายใจออกเอง พร้อมทั้งคำบริกรรมจนกว่าความตั้งใจการตั้งสติมีความชำนาญ ถ้าชำนาญแล้ว สติกับผู้รู้และลมหายใจ กับคำบริกรรมก็จะรู้เท่าทันกันเอง นี้เป็นวิธีที่ฝึกสติแบบรัดกุม

ถ้าเราเผลอตัวเมื่อไรก็จะรู้ตัวทันที ทีแรกก็รู้สึกอยู่ว่าทำยากอยู่บ้าง แต่ก็ต้องฝึกกันบ่อยๆ เมื่อชำนาญแล้วก็จะเป็นธรรมดา การนั่งสมาธิภาวนาทุกครั้งก็จะคล่องตัวเพราะความเคยชิน นี้เป็นวิธีฝึกสติกับผู้รู้ให้เด่นโดยถือเอาลมหายใจเป็นนิมิตเครื่องหมาย เมื่อชำนาญแล้ว ต่อไปเราจะตัดคำบริกรรมออกให้เหลือเพียงความตั้งใจอันมีสติกับผู้รู้ กำหนดสูดลมหายใจปล่อยลมหายใจเข้าออกเท่านั้นเพื่อจะได้สงบลงสู่ความละเอียดต่อไป และความตั้งใจก็จะเข้มแข็งไปตามๆ กัน

วันอังคาร

หลวงตามหาบัว

หลวงตามหาบัวญานสัมปันโน
 วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี


หลวงตามหาบัว นามเดิม บัว โลหิตดี เกิดเมื่อ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๖.......  ในครอบครัวชาวนาผู้มีอันจะกิน ณ บ้านตาด อุดรธานี ..... วัยหนุ่ม เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว ขยันขันแข็ง ทำงานอะไรทำจริงๆ จังๆ เป็นที่ไว้วางใจของพ่อแม่ในการงานทั้งปวง .....เดิมไม่เคยคิดจะบวช เพราะอยากมีครอบครัว แต่มักมีอุปสรรคให้แคล้วคลาดทุกทีไป เหตุที่บวช เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี พ่อแม่ขอร้องให้บวชตามประเพณีอยู่หลายครั้ง ท่านก็ทำเฉย ๆ ตลอดมา ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด ในครั้งสุดท้ายนี้ ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า หวังพึ่งใบบุญจากการบวชของลูกให้ได้ ถึงกับทำให้พ่อแม่น้ำตาร่วง ครั้งนี้ท่านรู้สึกสะเทือนใจและเห็นใจพ่อแม่มาก จึงตัดสินใจ และยอมบวชตามประเพณี ในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ณ วัดโยธานิมิตร อุดรธานี

หลวงตามหาบัวมีความเคารพพระวินัย ด้วยเดิมมีนิสัยจริงจัง......  จึงบวชเพื่อเอาบุญกุศลจริง ๆ และตั้งใจรักษาสิกขาบทวินัยน้อยใหญ่อย่างเคร่งครัด ในพรรษาแรกท่านได้ตั้งสัจอธิษฐานว่า ในการทำวัตรเช้า-เย็นรวมและการบิณฑบาต จะไม่ให้มีวันใดขาดเลย และท่านก็ทำได้ตามที่ตั้งคำสัตย์ไว้ ...... หลวงตามหาบัวเมื่อเรียนปริยัติ ตั้งแต่นวโกวาท พุทธประวัติ ประวัติพระสาวกอรหันต์ท่านก็เกิดความเชื่อเลื่อมใสขึ้นมา อยากจะเป็นพระอรหันต์ พ้นจากทุกข์ทั้งปวงในชาตินี้อย่างพระสาวกท่านบ้าง  ท่านจึงตั้งสัจจะไว้ว่า จะขอเรียนบาลีให้จบแค่เปรียญ ๓ ประโยคเท่านั้น ส่วนนักธรรมแม้จะไม่จบชั้นก็ไม่เป็นไร จากนั้นจะออกปฏิบัติกรรมฐานโดยถ่ายเดียว จะไม่ยอมศึกษาและสอบประโยคต่อไปเป็นอันขาด  เรียนจบ ท่านสอบได้ทั้งนักธรรมเอก และเปรียญ ๓ ประโยคในปีที่ท่านบวชได้ ๗ พรรษา ณ วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ และสถานที่แห่งนี้เอง เป็นที่แรกที่ท่านได้มีโอกาสพบเห็นท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งต่อมา ได้กลายเป็นพระอาจารย์องค์สำคัญที่สุดในชีวิตของท่าน

หลวงตามหาบัว เมื่อเรียนจบมหาเปรียญแล้ว ท่านจึงเข้ากราบลาพระผู้ใหญ่ และออกปฏิบัติกรรมฐาน......  โดยมุ่งหน้าไปทางป่าเขาแถบจังหวัดนครราชสีมา แล้วเข้าจำพรรษาที่อำเภอจักราช นับเป็นพรรษาที่ ๘ ของการบวช  ท่านเร่งความเพียรตลอดทั้งพรรษา ไม่ทำการงานอื่นใดทั้งนั้น มีแต่ทำสมาธิภาวนา-เดินจงกรมอย่างเดียวทั้งวันทั้งคืน จนจิตได้รับความสงบจากสมาธิธรรม ...... หลวงตามหาบัวได้เดินทางไปขออยู่ศึกษากับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เมื่อ เดือนพฤษภาคม ๒๔๘๕  เหตุการณ์บังเอิญกุฏิที่พักเพิ่งจะว่างลงพอดี ท่านพระอาจารย์มั่นจึงเมตตารับไว้ และเทศน์สอนตรงกับปัญหาที่เก็บความสงสัยฝังใจมานานให้คลี่คลายไปได้ว่า ดินฟ้าอากาศแร่ธาตุต่างๆ เขาเป็นของเขาเอง เขาไม่ได้เป็นมรรคผลนิพพาน เขาไม่ได้เป็นกิเลส กิเลสจริง ๆ มรรคผลนิพพานจริง ๆ อยู่ที่ใจ หากกำหนดจิตจ่อด้วยสติที่ใจแล้ว จะเห็นความเคลื่อนไหวของทั้งธรรม ทั้งกิเลสในใจ ขณะเดียวกันจะเห็นมรรคผลนิพพานไปโดยลำดับ  ......  จากนั้นท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาแนะต่อว่า ธรรมที่เรียนมาถึงขั้นมหาเปรียญมากน้อยเพียงใด ยังไม่สามารถอำนวยประโยชน์ให้ได้ แต่กลับจะเป็นอุปสรรคต่อการภาวนา เพราะอดจะเป็นกังวลและนำธรรมที่เรียนมานั้น มาเทียบเคียงไม่ได้ในขณะที่ทำใจให้สงบ และยังจะกลายเป็นสัญญาอารมณ์คาดคะเนไปที่อื่น จนกลายเป็นคนไม่มีหลักได้ ..... ดังนั้น เพื่อให้สะดวกในเวลาทำความสงบหรือจะใช้ปัญญาคิดค้น ให้ยกธรรมที่เรียนมานั้นขึ้นบูชาไว้ก่อน ต่อเมื่อถึงกาลอันสมควร ธรรมที่เรียนมาทั้งหมด จะวิ่งเข้ามาประสานกันกับด้านปฏิบัติ และกลมกลืนกันได้อย่างสนิท

หลวงตามหาบัวถูกจริตกับการอดอาหาร เพราะทำให้ท่านตัวเบา การภาวนาง่ายสะดวก และจิตใจเจริญขึ้นได้ดี....... จึงมักงดฉันอาหารติดต่อกันเป็นเวลานาน คราวหนึ่งท่านออกวิเวกแถบป่าใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านไม่เห็นท่านออกบิณฑบาตนานจนผิดสังเกต ถึงขนาดหัวหน้าหมู่บ้านต้องตีเกราะเรียกประชุมกัน ด้วยลือกันว่า ไม่ใช่ท่านตายแล้วหรือก็เคยมี ...... หลวงตามหาบัวเป็นนักรบธรรม ท่านไม่เห็นแก่การกินการนอนมากไปกว่าผลแห่งการปฏิบัติธรรม ดังนั้นในช่วงบำเพ็ญเพียร สภาพร่างกายของท่าน จึงเป็นที่น่าตกอกตกใจแก่ผู้พบเห็นอย่างมาก ด้วยความมุ่งมั่นจริงจังดังกล่าว ทำให้จิตใจของท่าน ได้หลักสมาธิแน่นหนามั่นคง ท่านทรงภาวะนี้นานถึง ๕ ปี ไม่ขยับก้าวหน้าต่อ ท่านพระอาจารย์มั่นจึงให้อุบายอย่างหนักเพื่อให้ออกพิจารณาทางด้านปัญญา ทั้งทางอสุภะ(ซากศพ) กระทั่งถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งส่วนหยาบ ส่วนกลาง และส่วนละเอียด จนสามารถรู้เรื่องรู้ราว ฆ่ากิเลสตัวนั้นได้ ตัดกิเลสตัวนี้ได้โดยลำดับ ๆ ในช่วงนี้ท่านมีความเพลิดเพลินในความเพียรเพื่อฆ่ากิเลส ชนิดเดินจงกรมไม่รู้จักหยุด ตั้งแต่เช้าหลังจังหันจนกระทั่งปัดกวาดในตอนบ่าย ไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ..... เมือ่พระอาจารย์มั่นได้มรณภาพลง เมื่อ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๒ ณ วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร ยังความเศร้าสลดสังเวชใจแก่ท่านอย่างเต็มที่ ด้วยรู้สึกว่าหมดที่พึ่งทางใจแล้ว จากนั้นท่านพยายามปลีกตัวจากหมู่เพื่อน อยู่ป่าเขาตามลำพัง แต่มุ่งอยู่กับความเพียรตลอด สติแนบแน่นกับจิตเป็นอัตโนมัติด้วยภาวนามยปัญญา

หลวงตามหาบัวได้มุ่งสู่วัดดอยธรรมเจดีย์ และได้บรรลุธรรม .....  (ปัจจุบันอยู่ อ.โคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร) เป็นช่วงพรรษาที่ ๑๖ ของท่าน บนเขาลูกนี้นี่เองของคืนเดือนดับแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ (จันทร์ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓) เวลา ๕ ทุ่มตรง ท่านได้บรรลุธรรมด้วยความอดทนพากเพียร พยายามอย่างสืบเนื่องตลอดมา นับแต่วันออกปฏิบัติกรรมฐานอย่างเต็มเหนี่ยวรวมเวลา ๙ ปี ..... คืนแห่งความสำเร็จระหว่างกิเลสกับธรรมภายในใจของท่านจึงตัดสินกันลงได้ ด้วยความประจักษ์ใจ หายสงสัยทุกสิ่งทุกอย่างเรื่องภพชาติ เรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย กิเลสตัณหา อาสวะทุกประเภทได้ขาดกระเด็นออกไปจากใจในคืนวันนั้นเอง

หลวงตามหาบัวยืนยันชาตินี้ ชาติหน้า อดีตชาติ มีจริง........ สภาวะธรรมในใจของท่านขณะนั้น ท่านเคยเล่าให้พระภิกษุในวัดป่าบ้านตาดฟังว่า "เกิดความสลดสังเวชภพชาติแห่งความเป็นมาของตน และเกิดความอัศจรรย์ในพระพุทธเจ้า พระสาวกอรหันต์ที่ท่านหลุดพ้นไปแล้ว ท่านก็เคยเป็นมาอย่างนี้ เราก็เป็นมาอย่างนี้ แต่คราวนี้เป็นความอัศจรรย์ในวาระสุดท้าย ได้ทราบชัดเจนประจักษ์ใจ เพราะตัวพยานก็มีอยู่ภายในจิตนั้นแล้ว แต่ก่อนจิตเคยมีความเกี่ยวข้องพัวพันกับสิ่งใด บัดนี้ไม่มีสิ่งใดจะติดจะพัวพันอีกแล้ว..."

หลวงตามหาบัวได้เทศนาพระเณร-ฆราวาส ซึ่งปรากฏออกมาเป็นเทป-หนังสือจำนวนมาก.........โดยแจกเป็นธรรมทานตลอดมา ไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใด เฉพาะหนังสือธรรมะภาษาไทยมีจำนวนกว่า ๑๐๒ เล่ม ภาษาอังกฤษกว่า ๘ เล่ม เทปเฉพาะที่มีการบันทึกการเทศนามีหลายพันกัณฑ์ .... ท่านแนะสอนธรรมะแก่โยมมารดา และให้บวชปฏิบัติธรรม ด้วยหวังอยากให้รู้เห็นและพบความสุขจากธรรมนี้บ้าง จึงจำเป็นต้องตั้งวัดป่าบ้านตาดขึ้นมา ท่านคอยเอาใจใส่ดูแลโยมมารดาทั้งทางด้านร่างกาย พวกปัจจัย ๔ อาหาร หยูกยา ปัจจัยใช้สอยทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งให้คำแนะนำทางด้านจิตใจด้วยจิตภาวนาอย่างจริงจัง ด้วยระลึกพระคุณ แม้โยมมารดาจะสิ้นไปแล้วก็ตาม ... ฝรั่งชาวพุทธในอังกฤษ มีความสนใจต่อการปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมาก กราบขออาราธนานิมนต์ให้ท่านเมตตาเดินทางไปโปรด เพื่อบรรยายสอนธรรม ท่านก็เมตตาไปในช่วง ๗-๒๒ มิถุนายน ๒๕๑๗ โดยมีพระชาวอังกฤษและแคนาดา ที่จำพรรษาอยู่ ณ วัดป่าบ้านตาด ติดตามไปด้วย  แต่ด้วยปัญหาเรื่องสุขภาพและวัยชรา ท่านจึงงดเดินทางไปเทศนาตามสถานที่ต่าง ๆ ในต่างประเทศในเวลาต่อมา

หลวงตามหาบัวได้สงเคราะห์โรงพยาบาล หน่วยราชการ โรงเรียน และผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนอนุเคราะห์สัตว์ยากไร้ .......ท่านให้ความเอาใจใส่ต่อสถานพยาบาลต่าง ๆ ตลอดมาแบบเงียบๆ จนถึงขณะนี้ท่านได้สงเคราะห์ช่วยเหลือโรงพยาบาลในจังหวัดต่าง ๆ กว่า ๑๐๐ โรง โดยทั้งก่อสร้างตึกอาคารผู้ป่วย สงฆ์อาพาธ ห้องผู้ป่วย ห้องผ่าตัด ตั้งกองทุนศูนย์พิทักษ์ดวงตา กองทุนสงเคราะห์คนพิการ ซื้อที่ดิน บริจาครถยนต์พยาบาล เป็นต้น......  การช่วยเหลือหน่วยราชการ ท่านก็เมตตาให้ตามเหตุผลความจำเป็น ตัวอย่างหน่วยงานที่ท่านช่วยเหลือ เช่น กองกำกับการตำรวจตระเวณชายแดน ๒๔ ค่ายเสณีรณยุทธ์, ตำรวจทางหลวงจังหวัด, สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง, สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท,  สถานีรถไฟจังหวัดอุดรธานี .......  ท่านเมตตาช่วยด้านอาคารเรียน วัสดุอุปกรณ์ต่าง สื่อการเรียนการสอน และอื่น ๆ ตัวอย่างโรงเรียน ได้แก่ ร.ร.สตรีราชินูทิศ ร.ร.บ้านตาด ร.ร.อุดรธรรมานุสรณ์ ร.ร.หนองแสงวิทยาเป็นต้น ........ท่านยังได้สงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาส ตัวอย่างเช่น สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา ปากเกร็ด ๆ เช่น บุคคลปัญญาอ่อนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, เด็กหญิงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ..... ท่านยังได้ช่วยทัณฑสถานหญิง กรมราชทัณฑ์ บางเขน ท่านอนุเคราะห์ช่วยก่อสร้างเรือนนอน ๑ หลังมูลค่า ๓ ล้านกว่าบาท ตั้งกองทุนยารักษาโรค ๑ ล้านบาท และเคยช่วยเหลือจ่ายค่าจ้างเลี้ยงดูเด็กรายเดือนอยู่หลายปี ...... ท่านอนุเคราะห์สัตว์ป่าในวัดอย่างทั่วถึงตลอดมา โดยเข้มงวดกับพระเณรให้ดูแลเรื่องอาหาร(กล้วย ข้าวสาร) น้ำ ไม่ให้ขาดตกบกพร่องแก่สัตว์ เช่น ไก่ป่า กระรอก กระจ้อน กระแต กระต่าย ท่านว่าเรามีปากมีท้องมีหิว เขาก็เช่นกันกับเรา เราต้องเมตตาสงสารเขา เขาเกิดมาตามวิบากวาระแห่งกรรม เขาก็มีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์เหมือนกับเรา เราเองก็มีโอกาสกระทำผิดพลาดกลายเป็นสัตว์แบบเขาได้ จึงไม่ควรประมาทกัน แต่ให้เห็นใจสงสารกัน ช่วยเหลือสงเคราะห์กันไป ......ท่านยังได้ช่วย ค่าอาหารค่าน้ำ ค่าไฟ บ้านสัตว์พิการ ซอยพระการุณย์ ปากเกร็ด เป็นสถานที่อาศัยของสัตว์พิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุนัข มีจำนวนมากหลายร้อยตัวเป็นรายเดือน ๆ ละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ เป็นต้นมา และสถานที่อีกแห่งหนึ่งคือ บ้านสงเคราะห์สุนัข ถ.พุทธมณฑลสาย ๓ มีสุนัขกว่าสองร้อยตัว ท่านช่วยเหลือขยายที่ดินเพิ่มให้ ๒ แปลง และช่วยเหลือค่าอาหาร ยา และอื่น ๆ เป็นรายเดือน ๆ ละ ๓๐,๐๐๐ บาท

หลวงตาบัวช่วยชาติ ........ นับแต่ท่านบำเพ็ญกิจของสมณเพศ อันเป็นกิจสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนาเรียบร้อยลงแล้ว ท่านก็หันมาให้การสงเคราะห์ด้านธรรมะแก่พระเณร-ฆราวาสมาโดยตลอด ควบคู่ไปกับการบริจาคช่วยเหลือด้านวัตถุสิ่งของ........  ในยามปกติ ท่านก็ให้ความเมตตาสงเคราะห์สังคมชาติบ้านเมือง อยู่อย่างเต็มที่จริงจัง  ท่านกล่าวว่าการช่วยชาติที่แท้จริง ให้ต่างหันมาแก้ไขที่ต้นเหตุ คือ การทรงมรดกธรรมของพระพุทธศาสนา เอาศีลเอาธรรม ความประพฤติดีงาม ด้วยเหตุผลหลักเกณฑ์เข้ามาอุดหนุนจิตใจ จนมีหลักประกันภายในใจ เรียกว่า มีหลักใจ โดยหันกลับมาปรับปรุงตัวเราแต่ละคน ๆ ให้มีความประหยัด ไม่ลืมเนื้อลืมตัว ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ด้วยการอยู่การกินการใช้การสอยการไปการมา โดยให้ดูแบบของพระผู้มีหลักเกณฑ์ภายในใจ เป็นแบบอย่างของความประหยัด ของผู้มีหลักเกณฑ์เหตุผล ให้มีธรรมคอยเหนี่ยวรั้งไว้ในใจไม่ให้ถูกลากจูงด้วยกิเลสตัณหาราคะ ด้วยความโลภโมโทสัน จนเลยเขตเลยแดน เหมือนรถที่มีแต่เหยียบคันเร่ง ไม่เหยียบเบรก ย่อมเป็นภัยอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ในที่สุด หากต่างมีการหันมาอุดหนุนทั้งทางด้านหลักทรัพย์ และหลักใจควบคู่กันไป ปัญหาต่าง ๆ ของชาติย่อมทุเลาเบาบางลงเป็นลำดับ ๆ ไป

หลวงตามหาบัวได้ละสังขารอย่างสงบ ที่กุฏิวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่๓o มกราคม พศ ๒๕๕๔ เวลาo๓.๕๓ น...... ซึ่งตลอดทั้งวันบริเวณวัดป่าเนืองแน่นไปด้วยประชาชนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลเข้ามาเพื่อร่วมรดน้ำศพหลวงตามหาบัว เกจิอาจารย์สายวัดป่าที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองมากมาย  ท่านมีความเป็นห่วงประเทศชาติ จนวาระสุดท้าย ซึ่งในพินัยกรรมได้ระบุว่า ท่านขอมอบทองคำ12ตันให้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อใช้เป็นทุนสำรองเงินตราของฝ่ายบำบัดธนาคารแห่งประเทศไทย

คำสอนของหลวงตามหาบัว


พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านแนะนำสั่งสอนไว้ว่า ดูก่อนอานนท์ พระธรรมและพระวินัยนั้นแลจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคต เมื่อเราล่วงไปแล้ว นี่สำคัญมาก เป็นพระวาจาของพระองค์



ศีล “เป็นรั้วกั้นสองฟากทางไม่ให้ข้ามออกไปตกเหวตกบ่อเป็นอันตราย” ให้อยู่ในกรอบของศีล เรียกว่า “อยู่ในเขตแห่งความปลอดภัย” จากนั้นก็ก้าวเดินทางธรรมคือจิตภาวนา มีสติเป็นสำคัญมาก ทุกๆ ท่านจำให้ดีคำว่าสตินี้เป็นพื้นฐานแห่งการบำเพ็ญธรรมทุกขั้นทุกภูมิ ตั้งแต่พื้นๆที่ฝึกหัดดัดแปลงล้มลุกคลุกคลานนี้จนกระทั่งถึงวิมุติหลุดพ้น จะนอกเหนือไปจากสตินี้ไปไม่ได้เลย เวลาล้มลุกคลุกคลานก็มีสติควบคุมไว้ตลอด จนได้หลักได้เกณฑ์ จิตเข้าสู่ความสงบร่มเย็นด้วยจิตภาวนา โดยมีสติเป็นเครื่องควบคุมเสมอ แล้วจิตก็จะเย็นเข้าไปๆ

การเคลื่อนไหวไปมาแม้นที่สุดการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เรื่องสติเป็นเรื่องสำคัญเป็นเรื่องใหญ่โต ในการบำเพ็ญจิตภาวนาของพวกเรา ขอให้มีสติดีๆ เถอะ สมมติว่าเราเริ่มฝึกหัดเบื้องต้น จำต้องอาศัยคำบริกรรมจะเป็นคำใดก็ตามตามแต่จริตนิสัยที่ชอบ เช่นพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นต้นนะ แล้วให้ยึดคำบริกรรมนั้นเอาไว้กับจิต มีสติควบคุมอยู่กับคำบริกรรมนั้นตลอดไปอย่าให้เผลอไผลไปไหน


อย่าเสียดายความคิดปรุงที่เคยคิดปรุงมาแต่อ้อนแต่ออก ความคิดเหล่านี้ส่วนมากเป็นความคิดของกิเลสตัณหา สร้างขึ้นจากความเผลอสติของเรา ต้องไม่เผลอสติตัดความคิดทั้งหลายนั้นออก เพราะไม่เป็นประโยชน์สาระอันใด นอกจากจะมากวนใจให้หาความสงบร่มเย็นไม่ได้เท่านั้น จึงต้องมีสติให้ดีอย่าเสียดายอารมณ์ใด นอกจากคำบริกรรมของเรา

สำหรับผู้เริ่มต้นที่ยังไม่มีหลัก ให้ถือคำบริกรรม (เช่นพุทโธ ฯลฯ) เป็นหลักใจ แล้วมีเครื่องกำกับอยู่กับคำบริกรรมนั้นอย่าให้เผลอ อย่าเสียดายเวล่ำเวลาไปไหนที่กิเลสมันฉุดลากออกไปด้วยความอยากคิดเรื่องนั้นอยากปรุงเรื่องนี้ นี่เป็นจิตที่มีแต่กิเลสฉุดลากออกนอกลู่นอกทางแห่งคำบริกรรมของเรา อย่าให้มันคิดออกไปได้ เราจะตั้งภาวนาเพื่อให้ได้หลักของจิตใจเกี่ยวกับจิตภาวนา

ตั้งสติกำกับบริกรรมนี้ให้ดี อย่าให้เผลอ หากว่าเราจะมีการเคลื่อนไหวไปมาทางใด เคลื่อนออกจากจากนี้ไป ก็ให้มีสัมปชัญญะติดแนบอยู่ด้วย รู้ตัวด้วยความเคลื่อนไหวของตน เพื่อสมบัติของจิตจะได้ปรากฏเด่นชัดขึ้นมา ตั้งแต่สมาธิสมบัติหรือสมถะสมบัติจากนั้นก้าวออกทางด้านปัญญา เมื่อจิตของเรามีความสงบร่มเย็นแล้วย่อมอิ่มอารมณ์ อารมณ์ที่อยากคิดสิ่งนั้นอยากคิดสิ่งนี้จะจางไป เพราะนั่นเป็นอารมณ์ของกิเลส กิเลสทำงานสร้างแต่ความมัวหมองมืดตื้อเข้ามาสู่ใจ

ธรรมทำงานคือคำบริกรรม มีสติกำกับรักษานี่เรียกว่างานของธรรมนี้แลจะทำจิตใจของเราให้มีความสงบเป็นลำดับ เมื่อมีสติรักษาอยู่ตลอดแล้วจะไม่มีภัยใดๆ เกิดขึ้นภายในใจเลย จิตของเราจะมีความสงบแน่วแน่ขึ้น

สำหรับผู้ที่เริ่มใหม่ๆ ตั้งรากฐานใหม่ๆ เราตั้งฐานความมีสติไม่ปราศจากคำบริกรรม สำหรับผู้ที่มีรากฐานแล้วเช่นจิตเป็นสมาธิ ความรู้ก็ให้ติดอยู่กับสมาธิ ความสงบแน่นหนามั่นคงของใจ ไม่เสียดายอารมณ์ที่คิดปรุงแต่งต่างๆ เมื่อสมาธิแน่นหนาแล้วความคิดปรุงแต่งจะไม่เข้ามารบกวนจิตใจ มิหนำซ้ำผู้มีสมาธิจิตมั่นคงจริงๆ ความคิดปรุงแต่งเป็นเรื่องรำคาญ

อยู่เอกจิต เอกธรรม เรียกว่า “เอกคตารมณ์”แน่วอยู่ด้วยสมาธิอย่างนี้เรียกว่าจิตอิ่มตัว เช่นนี้แล้วให้แยกออกจากจิตคือแยกออกจากสมาธิ พิจารณาทางด้านปัญญา ด้านปัญญานี้ “เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ” (ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง) นี้เป็นได้ทั้งอารมณ์สมถะที่เราบริกรรมเพื่อความสงบใจ เป็นได้ทั้งอารมณ์วิปัสสนาคือเราคลี่คลาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อเหล่านี้จนกระทั่งเห็นกระดูก ตับ ไต ไส้ พุง ไปหมด คลี่คลายออกตามสัดส่วนที่มีอยู่ในร่างกายของเรา


จงใช้ปัญญาพิจารณาเช่นเกศาเอาแยกเข้าไปหาโลมา นขา ทันตา ตโจ เรียงลำดับหรือไม่เรียงลำดับก็ไม่สำคัญ ขอให้มีสติติดแนบกับอารมณ์ที่เราชอบใจ เช่นหนังหรือเนื้อ เอ้า ! พิจารณาเข้าไปแล้วมันจะเหมือนไฟดับเชื้อ จะค่อยๆ ลุกลามเข้าไปหาเอ็น กระดูก ตับไตไส้พุง อาหารเก่า อาหารใหม่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นส้วมซึ่งเป็นฐานของสัตว์ บุคคล ของเขาของเราแต่ละคน มันยึดส้วม (ร่างกาย) ยึดเป็นฐานเป็นสาระ เมื่อมันไม่รู้มันก็ยึด

ทีนี้ให้แยกออกดูสภาพแห่งส้วม (ร่างกาย) แห่งฐานนี้ มันมีสาระอะไรบ้างให้พิจารณา จะพิจารณาผมก็ได้ ขน เล็บ ฟัน หนัง ตามแต่จริตนิสัยชอบ แยกเข้าไปแยกเข้าไป จนถึงเนื้อ เอ็นกระดูก ตับไตไส้พุง จากนั้นให้แยกออกกระจัดกระจายให้เป็นสัดส่วน ให้เป็นของปฏิกูล โสโครกเน่าเฟะไปหมดทั้งร่าง เอาประกอบกันเข้ามาตั้งเป็นหญิงเป็นชาย เอาสวยงามตั้งขึ้นเมื่อไหร่ให้ อสุภะอสุภัง ตีมันแหลกลงไป เมื่อตั้งสวยงามเมื่อไหร่ ตีให้แหลกกระจัดกระจายไปเรื่อยๆ นี่เรียกว่า ปัญญาชำนาญ ให้ใช้ปัญญาเมื่อจิตอิ่มอารมณ์ คือ มีสมาธิแล้วอย่าอยู่กับสมาธิ

สมาธินั้นไม่ใช่ธรรมแก้กิเลส เป็นเพียงว่าธรรมเพื่อทำกิเลสให้สงบด้วยสมาธิ จิตที่ปรุงต่างๆ จึงไม่ค่อยมีสำหรับผู้มีสมาธิ นั้นแหละจิตอิ่มตัว ให้เอาจิตอิ่มตัวนี้ออกพิจารณาเรื่องธาตุ เรื่องขันธ์ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ เข้าไปถึงอาการสามสิบสอง ทุกสัดทุกส่วน เดินกรรมฐานอยู่ในร่างกายของเรานี้ขึ้นๆ ลงๆ หลายครั้งหลายหน จนมีความชำนาญ เมื่อพิจารณาร่างกายนี้จนมีความชำนาญแล้ว มันจะรู้อย่างรวดเร็ว มองดูอะไรนี่ทะลุไปหมด


สมมุติว่าเราอยู่ในขั้นพิจารณาจิตเราถึงเนื้อนี่ มองไปที่คนอื่นจะเห็นเนื้อเขาแดงโล่ พิจารณาเข้าไปก็ยิ่งเห็นชัดเจน หรือพิจารณากระดูกแล้วเมื่อดูคนอื่นๆ ก็จะเห็นแต่กระดูกเต็มตัว มองไปเห็นเด่นชัดภายในปัญญาของเรา (มีเรื่องเล่าว่า มีพระภิกษุรูปหนึ่งท่านพิจารณาเรื่องกระดูกได้ชัดเจนมาก อยู่มาวันหนึ่งมีผู้ชายคนหนึ่งเดินมาถามหาคนรักของตนกับพระภิกษุรูปนี้ซึ่งยืนอยู่ทางเดินว่า “ท่านเห็นผู้หญิงคนหนึ่งผ่านมาทางนี้หรือไม่” พระภิกษุว่า “ไม่เห็น...เห็นแต่กระดูกเดินผ่านไป”)

สัตว์ บุคคลที่กิเลสมันรวบรัดเอาไว้ ประดับประดาตกแต่งเอาผิวบางๆมาหลอกลวงว่าเป็นของสวยของงาม นอกจากนั้นก็เอาสิ่งภายนอกมาตกแต่งประดับประดาด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับ ให้ลืมส้วมภายใน ให้ลืมของสกปรกอยู่ในตัวของเราภายใน เพราะสิ่งภายนอกมาอำพราง กิเลสมาพรางตาให้คนตาฝ้าตาฟางอย่างเราหลงเห็นว่าสวยเห็นว่างาม

ในร่างกายของเขาของเราน่ะต้องทำความสะอาดสะอ้าน เสื้อผ้าใส่แล้วต้องเอาไปซัก เพราะตัวศพดิบ(ร่างกาย)นี้เป็นตัวสกปรกมาแปดเปื้อน ไม่อย่างนั้นเหม็นคุ้งไปหมด กิเลสมาพอกพูนหลอกลวงสัตว์โลกว่าเป็นของสวยของงามคือศพดิบเรานี่แหละ แยกออกให้ดีนี่คือปัญญา


เมื่อพิจารณาจิตใจของเรา พิจารณาทางด้านปัญญามันมักจะเพลิน เพลิดเพลินไปมันจะพิจารณาไม่หยุด ไม่ถอย ให้ยับยั้งเข้าสู่สมาธิ เวลาจิตใจอ่อนเพลียมันเร่งความเพียรของมันโดยทางปัญญา คือมันจะหมุนของมันไปเรื่อยๆๆๆ พอได้เหตุได้ผลในการถอดถอนกิเลส จากสิ่งเหล่านี้แล้วมันจะเพลินตัวของมัน ถ้ามันเพลินตัวมันจะรู้สึกมีความเหนื่อยภายในร่างกายของเรา เฉพาะอย่างยิ่งในหัวอกจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าภายในท่ามกลางหัวใจเรานั่นแล ให้ย้อนจิตที่มันกำลังเพลินในการพิจารณานั้นเข้าสู่สมาธิเสีย

เข้าสู่สมาธินี่คือการพักนะ” งานของเราคืองานพินิจพิจารณา อสุภะ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตาอยู่ในร่างกายนี้ เมื่อมันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้วให้ย้อนเข้ามาพักในสมาธิ แต่จิตจะเพลินไม่อยากจะเข้าพักในสมาธิ แต่ก่อนถือสมาธิเป็นสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ให้ความสุข ความสบาย แต่เวลาก้าวออกทางปัญญาแล้วสมาธินี่เหมือนหนึ่งว่าจะหมดคุณค่าไป ความจริงมีคุณค่าอยู่ในนั้นเมื่อเวลาเราพิจารณาเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามากๆ แล้ว จิตจะไม่อยากอยู่ในสมาธิ มันเพลินทางด้านปัญญามันจะพุ่งออกทางด้านปัญญา เวลาเราจะให้พักจะต้องหักจิตเข้ามา ถึงแม้มันจะเพลินในการพิจารณาในด้านปัญญาขนาดไหน เวลานั้นมันเหนื่อยเมื่อยล้า ควรพักให้ย้อนเข้ามาสู่สมาธิ ทำสมาธิให้สงบตามเดิม

เมื่อจิตมันเพลินทางด้านปัญญาแล้วส่วนมากจิตมันยังไม่อยากเข้าสมาธิ เมื่อมันไม่เข้าสมาธิจริงๆ เอาคำบริกรรมติดเข้าไปคือให้มันอยู่ในอารมณ์เดียว ถ้าออกจากนี้ปั๊บมันจะพุ่งออกด้านปัญญา เพราะฉะนั้นจึงให้ยับยั้งเข้ามาสู่สมาธิด้วยคำบริกรรม เช่นพุทโธ หรือคำบริกรรมใด ที่เราเคยสนิทติดกับจริตนิสัยของเรา ให้สติจ่ออยู่กับคำบริกรรมอย่างเดียว แล้วจิตก็จะค่อยสงบแน่วลงสู่สมาธิ เมื่อเข้าสู่สมาธิแล้วหยุด การพินิจพิจารณาสิ่งใดทั้งหมดให้พักทั้งหมด เรื่องทางปัญญาที่แยกขันธ์ แยกเขาแยกเราแยกทุกส่วนนั้นเป็นเรื่องของปัญญาจะพักหมด จิตเข้าสู่สมาธิเพื่อพักเอากำลัง

ตอนที่จิตอยู่ในสมาธิและยังไม่ได้ก้าวออกทางด้านปัญญา สมาธินี่แน่นหนา มั่นคงเหมือนหิน แต่พอจิตได้ก้าวออกทางด้านปัญญาแล้ว ปัญญาจะทำให้เพลินในการพิจารณาแก้ไขถอดถอนกิเลส ดีไม่ดีมันจะตำหนิสมาธิว่านอนตายเฉยๆ ไม่ได้แก้กิเลส ปัญญาต่างหากที่แก้กิเลสโดยที่มันจะเพลินทางแก้กิเลสโดยไม่คำนึงถึงการพักผ่อนหย่อนตัวในทางสมาธิเลย เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องหักเข้ามาสู่สมาธิ พอเข้าสู่สมาธิแล้วจิตจะแน่ว นั่นหละตอนนี้เหมือนถอนเสี้ยนถอนหนาม สบาย “เบาหมดเลย” นี่จึงเรียกว่าพักจิตพักแบบมีสติกำกับ

กำลังทางด้านปัญญามันรุนแรง พอพักสมาธิได้กำลังวังชาแล้ว ถ้าเราเบามือทางสติกับสมาธิหน่อยนึงมันจะพุ่งเข้าทางปัญญาเลย เวลาพิจารณาทางด้านปัญญาไม่ให้มาสนใจกับสมาธิให้ทำงานทางด้านปัญญาโดยถ่ายเดียว พิาจรณาให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อเหน็ดเหนื่อยทางด้านปัญญาแล้วให้ถอนจิตเข้ามาสู่สมาธิเพื่อพักเครื่องพักจิต อย่าไปสนใจกับทางปัญญา เวลาเข้าสู่สมาธิให้ทำหน้าที่พักโดยตรง บังคับเอาไว้ให้เข้าพักนี่เรียกว่า อปัณณกปฏิทา


เวลาจิตทำงาน (ออกสู่ปัญญา) ให้ทำจริงๆ แต่เวลาจิตเมื่อยล้าคือปัญญาพิจารณาเต็มสัดเต็มส่วนแล้ว ให้ย้อนเข้ามาพักผ่อนจะเป็นสมาธิก็ได้ จะพักโดยนอนหลับก็ได้ ในเวลาเมื่อจิตสงบแล้วนอนหลับสบาย แต่เวลาได้เพลินทางปัญญามันไม่หลับนะตลอดรุ่งมันก็ไม่หลับ มันจะติดเพลินทางปัญญาจึงต้องหักจิตมาสู่สมาธิ เมื่อจิตเข้าสู่สมาธิหักลงไปเข้าพักใจนอนหลับก็ได้

ปัญญานี้เป็นตัวฟาดฟันกามราคะที่มันมีหนาแน่นในใจ ซึ่งไม่มีอะไรไปแตะต้องมันได้ จึงต้องเอาปัญญาฟาดเข้าไปสู่ ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ตับ ไต ไส้ พุง ให้แตกกระจัดกระจายออกไปเป็นชิ้นนั้นชิ้นนี้ มีแต่ความสกปรกโสมมเต็มเนื้อเต็มตัว ความรักความชอบว่าสวยว่างามมันก็จางไป สุดท้ายความสวยงามไม่มีในกายของคนเรา

ป่าช้าผีดิบ (ร่างกาย) อยู่ที่นี่หมด นี่ปัญญาก็สอดเข้าไปรู้ ตัณหาราคะจะเบาลง ทีนี้เวลาพิจารณาอสุภะมากเท่าไหร่ราคะตัณหาเบาแทบไม่ปรากฏ บางทีไม่ปรากฏเลย ต้องได้ทดลองดูหลายแบบหลายฉบับ เช่นเราเดินเข้าไปในกลุ่มหญิงสาวๆ สวยๆ นะ ทางด้านสติปัญญาของเรามันจะพิจารณาผ่านอสุภะ หญิงสวยๆ งามๆ จะไม่มีคำว่าสวยว่างาม อสุภะนี่จะตีแตกกระจัดกระจายผ่านเข้าไปในคนๆ นั้น จะไม่มีกำหนัด นี่คือสติปัญญาพิจารณาทางอสุภะซึ่งแก่กล้าสามารถแล้ว อสุภะมันเตะทีเดียวขาดสะบั้นเลย มันเลยหาความสวยความงามจากผู้หญิงสาวสวยไม่ได้ ราคะตัณหาเกิดไม่ได้


-